ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของนางสาว ณัฏฐณิชา วงศ์มานะโรจน์ศรี ค่ะ

Monday, September 26, 2022

รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles

 หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ คือ การอบรมเลี้ยงดูที่เด็ก ได้รับจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง Diana Baumrind (1971) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความ รู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) จากการประมวลงานวิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้มีความสามารถ ในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง และมีความ ฉลาดทางอารมณ์ คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind (1967, cited in Baumrind, 1971) ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน และ ผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์ ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ

1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด

2. มิ ติ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม รู้ สึ ก เ ด็ ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง

Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ

 2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง (Maccoby, 1980 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริ- วรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 6) มีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก  

    3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดาปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย บิดามารดาอาจให้คำปรึกษา

         4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้ เด็กปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบิดามารดาปฏิเสธ เด็กแต่แรก หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และความ กดดันในชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก  

     จากที่กล่าวมา สามารถสรุปรูปแบบการอบรม เลี้ยงดู 4 แบบ จำแนกตามมิติ 2 มิติ ได้ด้วยตาราง

         


               การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย                                                                                                              
                                                                                                                                                                                                                          ได้พัฒนาแบบ สำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ขึ้น เพื่อใช้วิจัยเรื่อง “การศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนไทยกับ กระบวนการทางสังคมประกิตของครอบครัวใน ปัจจุบันที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งแบบสำรวจ ดังกล่าวได้มีผู้สนใจนำไปใช้ในการวิจัยกันอย่าง แพร่หลาย    โดยใช้วิธีประเมินค่าแบบลิเคิร์ต (Likert Scale) 5 ระดับ มีข้อกระทงทั้งสิ้น 99 ข้อ ซึ่งประกอบด้วยข้อกระทงที่ประเมินรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบประกอบ ด้วยลักษณะคำสำคัญ 8 ประการ                                                                                                                                      1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม

 คำสำคัญ 8 ประการ คือ

 1) เรียกร้องพฤติกรรม ที่เหมาะสมกับวัย (Demands) 

2) กำหนด กฎ ระเบียบ และวินัย (Rules, Regulations, Discipline)

3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ (Rule Enforcement) 

4) อบอุ่น รัก สนับสนุน (Warmth, Affection, Support)

 5) มีการสื่อสารสองทาง ที่ชัดเจน (Bi-directional and Clear Communication) 

6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเอง และพึ่งตนเอง (Encouraging Independence & Individuality) 

7) เคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่ และเด็ก (Right of Both Parent and Child)

 8) ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ (Reward > Punishment)   

                                                                                                                                                                         2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) 

มีจำนวน 26 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ

 1) เรียกร้องมาก (Strong Demand) 

2) ตั้งมาตรฐานชัดเจน (Absolute Sets of Standards) 

3) ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง (Value of Obedience) 

4) ให้ความอบอุ่นน้อย (Less Nurturant)

 5) ไม่สนับสนุนการสื่อสาร รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind 178 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2552 สองทาง (Discouraging Bi-directional Communication) 

6) จำกัดความเป็นอิสระ และ ความเป็นตนเองของเด็ก (Suppressing Child Independence and Individuality) 

7) อคติตาม ความต้องการของพ่อแม่ (Biased in Favor of Parental Needs)

 8) ข่มขู่และลงโทษ (Threat and Punishment) 3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive) มีจำนวน 23 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 

1) หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง (Avoid Making Demands)

 2) มีข้อกำหนดและ กฎเกณฑ์น้อย (Few Rules and Limits)

 3) อดทน และยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัย ไม่ขัดใจ (Tolerate and Accepting Immature Behavior without Parental Restraint) 

4) ให้ความอบอุ่น พอประมาณ และเกี่ยวข้องน้อย (Moderate Nurturant, Less Involved) 

5) เด็กมีบทบาท ในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ (Child Dominate Communication)

 6) ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก (Allow Immature and Responsible Decision Making) 

7) ลำเอียง เข้าข้างเด็ก (Biased in Favor of Child Needs) 

8) ลงโทษน้อย (Little Punishment) 4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) 

มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ

 1) ไม่เรียกร้อง (Undemanding) 

2) ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ (No Rules / Ignoring) 

3) ทอดทิ้ง ปฏิบัติไม่ดี (Neglect / Maltreatment) 

4) ห่างเหินทางอารมณ์ (Emotionally Detached) 

5) มีการสื่อสารน้อย (Infrequent Communication) 

6) ให้เด็กมีอิสระ โดยไม่มีการสนับสนุนจากพ่อแม่ (Allow Child Independence without Parental Support) 7) ความต้องการของพ่อแม่เป็นใหญ่ (Biased in Favor of Parental Needs) 

8) ทำร้ายร่างกาย และ / หรือ จิตใจ      


         งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind                                                                                                                                                                             

              1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว งานวิจัยต่างประเทศ มีผู้วิจัยประเด็นนี้กันมาก และผลที่ได้เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจ ใส่ มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีของเด็กและ วัยรุ่นมากที่สุด         

            งานวิจัยในประเทศไทย สุภาพรรณ โคตรจรัส และชุมพร ยงกิตติกุล (2545) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับ พฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยในด้านการปรับตัว ด้านครอบครัว ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ และการเผชิญปัญหา โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง 1,316 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 654 คน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 662 คน จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการปรับตัว ด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีการเผชิญปัญหาแบบมุ่ง จัดการปัญหามากกว่า และใช้การเผชิญปัญหาแบบ หลีกหนีน้อยกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ซึ่งสอดคล้อง กับการวิจัยจากต่างประเทศ

               2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทาง สังคม 

 งานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการ อบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของบุตร (Baumrind, 1971; Maccoby and Martin, 1983) โดยเฉพาะงานวิจัยของ Baumrind (1967; 1971 อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ, 2545: 31-32) ที่พบว่า การอบรมเลี้ยงดู ของบิดามารดามี 3 แบบ และแต่ละแบบมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น บิดา มารดาแบบเอาใจใส่ มีลูกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มี ทักษะทางสังคม ให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และ มีความเป็นผู้นำขณะทำกิจกรรมกลุ่ม บิดามารดา แบบควบคุม มีลูกที่อารมณ์ไม่ค่อยดี โกรธง่าย ไม่ เป็นมิตร ขาดความคิดริเริ่ม ขาดความเป็นผู้นำ และบิดามารดาแบบตามใจ มีลูกที่ก้าวร้าว ไม่เป็น ตัวของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบระดับความ สามารถทางสังคม (Social Competence) พบว่า เด็กที่มีบิดามารดาแบบเอาใจใส่จะมีความสามารถ ทางสังคมในระดับสูง เด็กที่มีบิดามารดาแบบ ควบคุมจะมีความสามารถทางสังคมระดับปานกลาง และเด็กที่มีบิดามารดาแบบตามใจจะมีความ สามารถทางสังคมต่ำ 

งานวิจัยในประเทศไทย เพชรรัตน์ จันทศ (2542) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการให้ความร่วมมือกับรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามการรับรู้ของ ตนเองของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ผลการ วิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีพฤติกรรมการให้ความร่วมมือสูงกว่าเด็กที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น กตัญชลี ณรงค์ราช (2543) ศึกษาปัจจัย คัดสรรที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมายใน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในเขต ภาคใต้ของประเทศไทย ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 6 ตัวที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นชายที่ทำผิดกฎหมาย คือ (1) ระดับการศึกษา (2) รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (3) การคบเพื่อนที่ทำผิดกฎหมาย (4) การอบรม เลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (5) การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจ และ (6) พ่อและแม่อยู่ร่วมกัน 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ 

 งานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษารูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอารมณ์ในแง่พัฒนาการทางอารมณ์ และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ.) ผลการวิจัยที่ได้ สอดคล้องกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ส่งผลให้เด็กมีวุฒิภาวะและความมั่นคงทางอารมณ์ มีเหตุผล มีความหนักแน่น สามารถควบคุมอารมณ์ และปรับตัวได้ดี รวมไปถึงมีความฉลาดทางอารมณ

งานวิจัยในประเทศ กันตวรรณ มีสมสาร (2544) ศึกษาเปรียบ เทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กวัยย่างเข้าสู่ วัยรุ่นที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่าง กันตามการรับรู้ของตนเอง ผลการวิจัย พบว่า เด็กที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีความฉลาด ทางอารมณ์สูงกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับ ตนเอง 

  งานวิจัยต่างประเทศ ในต่างประเทศมีผู้วิจัยประเด็นนี้กันอย่างกว้าง ขวาง และผลที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ บิดา มารดาที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ชี้แนะ ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้ความอิสระภายในขอบเขตและตั้ง กฎเกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมี เป้าหมายทางการเรียนอย่างชัดเจน มีความรู้สึกว่า ตนเองสามารถจัดการกับเรื่องเรียนได้และมีความ สามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ ในการกำกับตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเรียน

งานวิจัยในประเทศ วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมีเจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวกต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์

งานวิจัยต่างประเทศ งานวิจัยส่วนใหญ่ พบว่า รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ โดยการอบรมเลี้ยงดู แบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอัตมโนทัศน์ และการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความสัมพันธ์ ทางลบกับอัตมโนทัศน

งานวิจัยในประเทศ จิรนาถ จนาศักดิ์ (2544) ศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีความสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัวแปรที่ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) การ ยอมรับของกลุ่มเพื่อน 2) รูปลักษณ์ทางกาย 3) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์ กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 1) เพศ 2) สถานะเศรษฐกิจและสังคม และ 3) รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะในส่วนของการอบรม เลี้ยงดู งานวิจัยของจิรนาถ จนาศักดิ์ พบว่า ไม่ สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของต่างประเทศ

สรุปและอภิปราย

จากการประมวลงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปร ทางจิตวิทยาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ สามารถหล่อหลอม ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการ ปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความ สามารถในการกำกับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ที่ดี ก็คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่ สอดคล้องกับงานวิจัยของ พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ (2545) ที่ศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนไทยกับ กระบวนการทางสังคมประกิตของครอบครัวใน ปัจจุบันที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ ผลการวิจัย พบว่ารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อพฤติกรรม ทางบวก คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ และ เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อการพัฒนาประชากรที่ดีสำหรับการพัฒนาประเทศมากที่สุด ผลการวิจัยดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดของ Baumrind (1971, 1980) ที่อธิบายไว้ว่าการอบรม เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่เป็นการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม ต่อการพัฒนาตามวุฒิภาวะของเด็ก เนื่องจากการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่บิดามารดาจะอนุญาตให้ เด็กมีอิสระตามวุฒิภาวะของเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน บิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามแนวทางที่ บิดามารดากำหนดไว้ บิดามารดาจะแสดงความรัก ความเอาใจใส่ และให้ความอบอุ่นต่อเด็ก สนใจ พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น และสนับสนุนให้เด็ก มีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของ ครอบครัว ให้ความเสมอภาค มีความเป็น ประชาธิปไตย ยอมรับในสิทธิซึ่งกันและกัน ให้การ ชี้แนะอย่างมีเหตุผล อธิบายถึงเหตุผลของการ เรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำสั่ง รวมไปถึงการลงโทษ บิดามารดาจะใช้อำนาจเมื่อจำเป็น และมีเหตุผลใน การใช้อำนาจที่นำไปสู่พัฒนาการที่ดีของเด็ก บิดา มารดาจะไม่ตัดสินใจสิ่งต่างๆ โดยความต้องการ ของตนฝ่ายเดียว แต่จะยึดข้อตกลงร่วมกัน บิดา มารดาจะมีรูปแบบและมาตรฐานของการแสดงออก ต่อเด็กอย่างชัดเจน กล่าวโดยสรุป รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่เป็นรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูที่ผสมผสานระหว่างมิติการตอบสนองความ รู้สึกของเด็ก และมิติการควบคุมพฤติกรรมของเด็ก ได้อย่างลงตัว และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนใน คำสำคัญ (Keyword) 8 ประการที่ปรากฏอยู่ใน แบบสำรวจการอบรมเลี้ยงดูฉบับของพรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ (2545) ในส่วนของรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

No comments:

Post a Comment

  สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ แนวการสอบ การแต่งกายในห้องสอบ   ข้อปฏิบัติในห้องสอบ และการหาแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับกา...